ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ทั้งความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ วิกฤตพลังงาน การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และความผันผวนของห่วงโซ่อุปทานโลก คำว่า "เมล็ดพันธุ์" กำลังมีความหมายมากกว่าจุดเริ่มต้นของการเพาะปลูก หากแต่เป็น "จุดเริ่มต้นของความมั่นคงทางอาหาร เศรษฐกิจ และความมั่นคงของประเทศ"
ภายใต้เวที มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2569 (Thailand Research Expo 2026) ศูนย์รวบรวมผู้เชี่ยวชาญด้านเมล็ดพันธุ์ผักแห่งประเทศไทย (Veg-SeedHub) ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ได้จัดเสวนาในหัวข้อ "โอกาสใหม่ของเศรษฐกิจผักและเมล็ดพันธุ์ในภาวะความไม่มั่นคงของโลก" เพื่อสะท้อนให้เห็นว่า การลงทุนด้านเมล็ดพันธุ์ พันธุกรรมพืช และนวัตกรรมการเกษตร กำลังกลายเป็นยุทธศาสตร์สำคัญของทุกประเทศ
คุณสุภาพร โชคเฉลิมวงศ์ ผู้อำนวยการกองบริหารทุนวิจัยและนวัตกรรม 1 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ประธานในพิธีเปิด กล่าวว่า ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นสงครามรัสเซีย–ยูเครน ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง รวมถึงวิกฤตด้านพลังงานและโลจิสติกส์ ได้สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า "ความมั่นคงทางอาหาร" ได้กลายเป็นวาระสำคัญของโลก และประเทศไทยจำเป็นต้องใช้วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม เป็นเครื่องมือในการยกระดับศักยภาพการแข่งขันของประเทศ
ในช่วงการบรรยายเปิดเวที ผศ.ดร.ชัชมาศ กาญจนอุดมการ ผู้บริหารศูนย์รวบรวมผู้เชี่ยวชาญด้านเมล็ดพันธุ์ผักแห่งประเทศไทย (Veg-SeedHub) และหัวหน้าศูนย์วิจัยและพัฒนาพืชผักเขตร้อน (TVRC) ภาควิชาพืชสวน คณะเกษตร กำแพงแสน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้นำเสนอภาพรวมของสถานการณ์โลก พร้อมเปิดผลสำรวจความคิดเห็นจากผู้เข้าร่วมงานแบบ Real-time ซึ่งพบว่า "สงคราม อาหาร และเศรษฐกิจ" เป็นสามประเด็นที่ผู้เข้าร่วมให้ความกังวลมากที่สุด สะท้อนว่าความมั่นคงทางอาหารได้กลายเป็นประเด็นที่เชื่อมโยงทั้งเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของประชาชน
ผศ.ดร.ชัชมาศ กล่าวว่า "ในอดีตเราอาจมองเมล็ดพันธุ์เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการผลิต แต่ในโลกปัจจุบัน เมล็ดพันธุ์คือสินทรัพย์เชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Asset) ที่เชื่อมโยงทั้งความมั่นคงทางอาหาร ความสามารถในการแข่งขัน และอธิปไตยทางเศรษฐกิจของประเทศ" พร้อมชี้ให้เห็นว่า ประเทศไทยมีต้นทุนสำคัญที่หลายประเทศไม่มี นั่นคือ ความหลากหลายทางชีวภาพและทรัพยากรพันธุกรรมพืช โดยศูนย์วิจัยและพัฒนาพืชผักเขตร้อน (TVRC) ได้รวบรวมเชื้อพันธุกรรมผักเขตร้อนมากกว่า 14,000 ตัวอย่าง จากกว่า 40 ชนิดพืช ซึ่งนับเป็นหนึ่งในคลังเชื้อพันธุกรรมผักเขตร้อนที่สำคัญของภูมิภาค และเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาพันธุ์พืชเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของโลกในอนาคต
New Seed Economy: 4 แกนเศรษฐกิจใหม่ของอุตสาหกรรมเมล็ดพันธุ์
เวทีได้เสนอแนวคิด "New Seed Economy" ซึ่งมองว่าเมล็ดพันธุ์จะเป็นกลไกสำคัญของเศรษฐกิจยุคใหม่ ผ่านการขับเคลื่อนใน 4 มิติ ได้แก่
ภาคธุรกิจสะท้อนความท้าทาย...แต่ยังเห็นโอกาสของประเทศไทย
การเสวนาดำเนินรายการโดย นายทัศนัย ชัยเพ็ชร รองหัวหน้าศูนย์วิจัยและพัฒนาพืชผักเขตร้อน (TVRC) ภาควิชาพืชสวน คณะเกษตร กำแพงแสน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยมี ดร.บุญญานาถ นาถวงษ์ นายกสมาคมการค้าเมล็ดพันธุ์ไทย (THASTA) คุณชาคริต คนธรรพ์สกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีวิค อโกรเทค จำกัด และ คุณรินลณี ศรีเพ็ญ (จอย) นักแสดงชื่อดังผู้มีผู้ติดตามบนสื่อสังคมออนไลน์เกือบ 1 ล้านคน ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองจากภาคอุตสาหกรรม ผู้ประกอบการ และผู้บริโภค
ในช่วงเสวนา คุณชาคริต คนธรรพ์สกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีวิค อโกรเทค จำกัด และ ดร.บุญญานาถ นาถวงษ์ นายกสมาคมการค้าเมล็ดพันธุ์ไทย ได้ร่วมสะท้อนภาพผลกระทบจากวิกฤตพลังงานและห่วงโซ่อุปทานโลก ซึ่งทำให้ต้นทุนการผลิตเมล็ดพันธุ์เพิ่มสูงขึ้น ทั้งจากราคาปุ๋ย วัสดุบรรจุภัณฑ์ และค่าขนส่งระหว่างประเทศ ขณะเดียวกันยังต้องเผชิญการแข่งขันจากประเทศคู่แข่งที่เร่งลงทุนด้านเทคโนโลยีการปรับปรุงพันธุ์และการผลิตอย่างต่อเนื่อง
แม้เผชิญความท้าทาย แต่อุตสาหกรรมเมล็ดพันธุ์ของไทยยังคงเป็นหนึ่งในกลไกเศรษฐกิจที่สำคัญ โดยในปี 2567 มีมูลค่าการส่งออกเมล็ดพันธุ์พืชผักกว่า 12,150 ล้านบาท จัดอยู่ในกลุ่มประเทศผู้ส่งออกเมล็ดพันธุ์สำคัญของโลก และมีศักยภาพเติบโตต่อเนื่องจากฐานการผลิตที่เข้มแข็งและความเชี่ยวชาญของผู้ประกอบการไทย
อีกหนึ่งประเด็นสำคัญคือ เทคโนโลยีการปรับแต่งจีโนม (Genome Editing: GEd) ซึ่งได้รับการรับรองด้านกฎระเบียบในประเทศไทยเมื่อปี 2567 สำหรับเทคนิคบางประเภท เช่น SDN-1 โดยถือเป็นผลิตภัณฑ์ Non-GMO เทคโนโลยีดังกล่าวสามารถลดระยะเวลาการพัฒนาพันธุ์พืชจากเดิม 8–10 ปี เหลือน้อยกว่า 4 ปี ช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และสอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาเทคโนโลยีชีวภาพของหลายประเทศทั่วโลก
ในมุมของผู้บริโภค คุณรินลณี ศรีเพ็ญ นักแสดงและผู้รักการปลูกผักอินทรีย์ ได้สะท้อนว่า ผู้บริโภคยุคใหม่ไม่ได้มองหาเพียงอาหารที่ปลอดภัย แต่ยังให้ความสำคัญกับแหล่งที่มา ความยั่งยืน และระบบตรวจสอบย้อนกลับ ซึ่งเป็นโอกาสสำคัญของภาคเกษตรไทยในการสร้างความแตกต่างและเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าเกษตร
เวทีเสวนาสรุปร่วมกันว่า ประเทศไทยมีข้อได้เปรียบจากทำเลที่ตั้ง ความหลากหลายทางชีวภาพ บุคลากรที่มีทักษะ และความเข้มแข็งของอุตสาหกรรมเมล็ดพันธุ์ แต่จำเป็นต้องเร่งลงทุนด้านฐานข้อมูลพันธุกรรม เทคโนโลยีชีวภาพ บุคลากรรุ่นใหม่ และนวัตกรรมดิจิทัล เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว
ภายใต้แนวคิด "สามเหลี่ยมเขยื้อนภูเขา" ซึ่งเน้นการบูรณาการพลังขององค์ความรู้ ภาคสังคม และภาคนโยบาย ผู้ร่วมเสวนาได้เสนอ 5 ข้อเสนอเชิงยุทธศาสตร์ เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางเมล็ดพันธุ์และนวัตกรรมอาหารของภูมิภาค ได้แก่
การเสวนาครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า "เมล็ดพันธุ์" ไม่ใช่เพียงจุดเริ่มต้นของการเพาะปลูก หากแต่เป็นจุดเริ่มต้นของความมั่นคงทางอาหาร ความสามารถในการแข่งขัน และการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศในอนาคต สมดังแนวคิด "Seed of Opportunity: Bridging Generations and Cultivating Diplomacy" ที่มุ่งใช้วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม เป็นพลังเชื่อมโยงคนรุ่นใหม่ เศรษฐกิจ และความร่วมมือระหว่างประเทศ เพื่อสร้างความยั่งยืนให้กับประเทศไทยและโลกในระยะยาว